Make your own free website on Tripod.com
เทคโนโลยี ยานยนต์
พื้นที่ส่วนนี้ จะรวบรวมเทคโนโลยี ทั้งเก่าทั้งใหม่ สลับกันไป มาให้ศึกษาและเรียนรู้ โลกของรถยนต์ที่น่าสนใจ
มาเรียนรู้ไปพร้อมๆกันนะครับ

รู้จัก รู้ใช้ ADDITIVES (1)

Additives หรือสารเพิ่มประสิทธิภาพ มีขายในท้องตลาดมากมาย และมีทั้งที่ใช้เติมกับ น้ำมันเชื้อเพลิง และน้ำมันหล่อลื่น เราลองมาทำความรู้จักกับสารเหล่านี้ดู เพื่อเป็นพื้นฐานในการพิจารณา เลือกซื้อหามาใช้งาน

จุดเริ่มต้นของ additive นั้น มาจากยุค '60  สมัยนั้น คุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งดีเซลและเบนซิน ไม่ดีอย่างปัจจุบันนี้ และเป็นสาเหตุของ วาล์วไหม้  ท่อหัวฉีดหรือนมหนูอุดตัน  เครื่องน็อค  ประสิทธิภาพต่ำ  มีการสะสมของละอองคาร์บอน ฯลฯ

ผู้ผลิตในยุคนั้น เช่น Redex. Bardhal, Wynn's จึงเริ่มคิดค้น สารที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องยนต์ขึ้น ซึ่งสารที่ใช้ในยุคแรกๆ ก็คือ MoS2 ที่ปัจจุบันรู้จักกันดี นำไปผสมในน้ำมันเครื่อง ในสมัยนั้นรู้จักกันในชื่อของ Molyslip  เมื่อมีการนำไปใช้งาน ก็พบว่า สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ของน้ำมันหล่อลื่นให้ดีขึ้น ทำให้ประหยัดการใช้เชื้อเพลิง และถนอมเครื่อง จึงนิยมกันแพร่หลาย

ส่วน additive สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง เจ้าแรกๆที่ทำออกมาคือ Redex ในอังกฤษ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อ ทำความสะอาดระบบเชื้อเพลิง ตั้งแต่ถังน้ำมัน ยันห้องเผาไหม้

ผู้ผลิต มักเคลมถึงผลดีของการใช้ additive คือ

ก่อนจะเชื่อ หรือไม่เชื่อ คำกล่าวอ้างของผู้ผลิต เรามาทำความรู้จัก additive แต่ละชนิดดูก่อนครับ

Oil Additive

    1. MoS2  เป็นสารหล่อลื่น ลดแรงเสียดทานระหว่าง พื้นผิวที่สัมผัสกัน ด้วยโมเลกุลของ MoS2 เป็นสารตัวแรกๆที่ "treat the metal, noy the oil"

    2. Teflon/PTFE  ผลิตโดย ดูปองท์ เป็นสารที่ช่วยลดแรงเสียดทาน ระหว่างพื้นผิวเช่นกัน โดยเฉพาะในการสตาร์ท เมื่อเครื่องเย็น ขณะที่ยังไม่มีน้ำมันหล่อลื่น ไปหล่อเลี้ยง

    3. Metal Conditioners  ผู้ผลิตสารในกลุ่มนี้ มักไม่ระบุว่าใช้อะไร เป็นส่วนผสมหลัก เพียงแต่ระบุว่า ไม่ใช่สาร 2 ตัวข้างต้น แต่เป็นทีรู้กันว่า สารที่ใช้คือ สารประกอบของสังกะสี (Zinc Diakyldithlophosphate) ซึ่งในปัจจุบัน พบได้ในน้ำมันเครื่องดังๆ หลายยี่ห้อ สารตัวนี้จะช่วยลด การสึกหรอ (wear) จากการเสียดสีเช่นกัน

    4. Oil treatment  สารกลุ่มนี้ จะทำให้น้ำมันเครื่อง มีความหนืดสูง เพื่อช่วยเพิ่มความหนืด ขณะอุณหภูมิสูง และช่วยอุดช่องว่างที่เกิดขึ้น จากการสึกหรอ ระหว่างพื้นผิวสัมผัสทั้งสองได้

    5. Automatic Transmission Additive  สารเหล่านี้ เคลมว่าช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ เป็นไปโดยสะดวกขึ้น ลดการรั่วของซีลต่างๆ และป้องกันเกียร์ลื่น ขณะทำงานที่อุณหภูมิต่ำ

    6. Manual Transmission and Differential Additive  มีการทำงาน คล้ายกับของ เกียร์อัตโนมัติ และยังเคลมว่า ทำให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น ให้การส่งกำลังที่ดีขึ้น

รู้จัก รู้ใช้ ADDITIVES (2) 

ทีนี้ มาดูกันถึงสารเพิ่มประสิทธิภาพ ในน้ำมันเชื้อเพลิงกันบ้างครับ

Fuel Additive

เมื่อรถยนต์ถูกใช้งานไปนานๆ  ถังน้ำมันก็จะเริ่มสกปรก  มีตะกอนและเศษสนิมเกิดขึ้นได้  น้ำที่สะสมตัวอยู่ก้นถังเมื่อใช้ไปนานๆ  ก็จะทำให้เครื่องยนต์มีปัญหา  สตาร์ทยาก  และอาจทำให้การจุดระเบิดผิดปกติได้  นอกจากนี้  ตะกอนคาร์บอนก็จะสะสมตัว อยู่ในท่อไอดี  คาร์บูเรเตอร์  หัวฉีด  และวาล์วไอดี  ซึ่งจะทำให้การไหลของกระแสอากาศ เกิดการติดขัด เป็นผลให้ประสิทธิภาพ ของเครื่องยนต์ลดลง

ปัญหาที่เกิดขึ้นข้างต้น อาจจะทำให้รถยนต์ เกิดอาการเหล่านี้ตามมา เช่น สตาร์ทติดยาก อัตราเร่งลดลง  เดินเบาไม่เรียบ  เครื่องรอบตก  มีปริมาณไอเสีย  เช่น  คาร์บอนมอนอกไซด์  หรือออกไซด์ของไนโตรเจน  ออกมามากเกินไป  และอาจจะทำให้ เครื่องยนต์กินน้ำมันมากขึ้น

additive หลายตัว จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ซึ่งมีหลายประเภท คือ

   1. Upper cylinder lubricant  ช่วยหล่อลื่น วาล์วไอดี  ทำความสะอาดท่อไอดี  และลดการสะสมตะกอนคาร์บอน ที่บริเวณลูกสูบส่วนบน

   2. Fuel stabilizer  ช่วยคงสภาพน้ำมันเชื้อเพลิงไว้  เหมาะสำหรับเครื่องยนต์  ที่ไม่ได้ใช้งานบ่อยๆ  เช่น  เครื่องตัดหญ้า  เครื่องยนต์เรือ  เป็นต้น

   3. Water removers  ช่วยทำให้น้ำรวมตัวกับน้ำมัน (emulsify) และทำความสะอาดหัวฉีด

   4. Injector cleaners  เป็นสารทำความสะอาด คาร์บอน และคราบน้ำมันเหนียว ชนิดเข้มข้น  ช่วยชะล้างหัวฉีดให้โล่งโปร่งขึ้น

   5. Lead substitute  ใช้สำหรับปกป้องบ่าวาล์วชนิดอ่อน ในรถยนต์รุ่นเก่าๆ  และห้ามใช้ในรถที่ติดตั้ง คาตาไลติค คอนเวอร์เตอร์

   6. Octane boosters  ช่วยเพิ่ม ค่าออกเทน ประมาณ 1 จุด  ลดอาการน็อคในรถยนต์บางรุ่น ที่จำเป็นต้องใช้น้ำมัน ที่ค่าออกเทนสูงมากๆ  หรือการใช้งานในบางที่ ที่หาน้ำมันค่าออกเทนสูง ไม่ได้

   7. Fuel conditioners  เป็น fuel additive ยุคใหม่  ซึ่งเคลมว่ามีประสิทธิภาพ ครอบคลุมคุณสมบัติ ทั้งหมดข้างต้น ช่วยยืดอายุเครื่องยนต์  และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วย

ทั้งหมดข้างต้น เป็นการทำความรู้จัก additive ต่างๆ ที่มีในท้องตลาด  การเลือกซื้อหามาใช้ จึงควรพิจารณาดู ให้เหมาะสมกับความต้องการ  และควรจะศึกษาดูด้วยว่า  มีข้อดีข้อเสีย  หรือข้อดีอาจจะไม่คุ้มค่าเงินที่เสียไป

จะใช้หรือไม่ใช้ additive

ผลิตภัณฑ์ทุกชนิด ก่อนจะวางตลาด ก็ควรจะมีการทดลองวิจัย มาในระดับหนึ่ง  และเมื่อวางตลาด กาลเวลาก็จะพิสูจน์ ถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ ว่ามีประโยชน์ คุ้มค่าต่อการใช้งาน หรืออาจะก่อโทษต่อเครื่องยนต์ หรือไม่

ตัวอย่างข้างล่างนี้  เป็นอุทาหรณ์ ที่ยกมาประกอบการพิจารณา  เลือกซื้อเลือกหา additive

-  เคยมีการทดสอบ สารเพิ่มประสิทธิภาพน้ำมันเครื่อง ยี่ห้อหนึ่ง  โดยใช้รถยนต์ 2 คัน  เติม additive หนึ่งคัน  ไม่เติมหนึ่งคัน  หลังจากวิ่งไปสักระยะหนึ่ง  ก็ทำการระบายน้ำมันเครื่องออกจากรถทั้งสองคัน  เพื่อพิสูจน์ว่า  รถที่เติม additive นั้น  สามารถวิ่งได้โดยไม่มีน้ำมันเครื่อง  แต่เมื่อทำการทดสอบไปเป็นระยะทาง 150 กม.  โดยใช้ความเร็วสูง  การทดสอบก็สิ้นสุดลง  เพราะ แม้แต่รถคันที่ไม่ได้เติม สารเพิ่มประสิทธิภาพน้ำมันเครื่อง  ก็ยังวิ่งได้ไม่แตกต่างกัน  แน่นอนว่า การทดสอบนี้ไม่ได้รับการเผยแพร่ แต่อย่างใด

- มีบริษัทรถยนต์บางบริษัท ในต่างประเทศ  จะยกเลิกการรับประกันทันที ถ้าพบว่า เจ้าของรถยนต์ ได้ทำการเติม additive ลงในเครื่องยนต์

- สาร PTFE หรือเทฟลอน ที่เคยรู้จักกันดีในอดีต เช่น ในยี่ห้อ Slick ได้รับการเปิดเผยในภายหลัง จากเจ้าหน้าที่ของ Dupont ซึ่งเป็นผู้ผลิตสารตัวนี้ว่า ไม่เหมาะสมที่จะใช้ผสม ในน้ำมันเครื่อง  เนื่องจาก PTFE เป็นผลึกแข็งขนาดเล็ก ในทางทฤษฎีแล้ง ไส้กรองน้ำมันเครื่อง จะทำการกรอง PTFE ออกไป  หรือถ้าหลุดลอดไป  อาจไปทำให้มีการอุดตันของ ท่อทางเดินขนาดเล็กได้

- มีเครื่องยนต์ที่เคยเสียหาย  จากการเติม additive มาแล้ว  โดยไปอุดตันท่อทางเดินน้ำมันเครื่อง ในเครื่องยนต์นั่นเอง

บทสรุป  ที่ผู้เขียนบทความนี้ให้ไว้คือ  additive แต่ละชนิด มีข้อดี สำหรับปัญหาบางปัญหา  ควรเลือกใช้ให้ตรงกับวัตถุประสงค์  และถ้าสงสัย  ไม่เติมจะปลอดภัยกว่า  จนกว่าจะมีข้อมูล  จากการวิจัยที่น่าเชื่อถือ  มาสนับสนุน

(ข้อมูลจาก นิตยสาร Drive ฉบับเดือน พ.ย. 2541)