Make your own free website on Tripod.com
ผลการใช้ระยะยาว

พื้นที่ส่วนนี้ จะได้ประโยชน์มากถ้าผู้ที่แวะมาเยี่ยมเยือนเพจนี้ ช่วยกันส่งข้อมูลรถยนต์ที่ท่านใช้อยู่มาลงไว้ที่นี่ มีผู้ที่จะเลือกรถยนต์อีกหลายท่าน ที่ต้องการทราบข้อมูลการใช้งาน ข้อมูลของศูนย์บริการ รวมทั้งบางท่านอาจจะมีกลเม็ดเด็ดพรายในการใช้รถยนต์รุ่นนั้นๆ  ที่จะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้รถรุ่นเดียวกันท่านอื่นๆได้
จึงอยากเชิญชวนให้ช่วยกันส่งข้อมูลการใช้งานรถยนต์ของท่าน ที่คาดว่าจะมีประโยชน์ต่อผู้อื่น ทั้งอายุรถ ระยะทางที่วิ่งไป ลักษณะการใช้งาน การเข้าซ่อมทั้งตามระยะและนอกระยะ อู่ที่ใช้ประจำ(ถ้ามีและคิดว่าดี...ไม่ฟัน) มาเผยแพร่ที่พื้นที่ส่วนนี้ครับ

โตโยต้า ไทเกอร์ ออโตเมติค

ออกรถเมื่อ  กลางเดือน ก.ย. 2000
ระยะทางใช้งาน 6,000+ กม.

รถคันนี้ออกมาเมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้เองครับ เป็นรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ รุ่นท้อป โดยเครื่องยนต์ยังเป็นเครื่อง 5L ตัวเก่าครับ

หลังจากออกมา สิ่งที่ได้ตกแต่งเพิ่มเติมเข้าไปก็คือ เปลี่ยนโช้คอัพทั้ง 4 ตัว เป็นของคายาบ้า ด้านหน้าเป็นสีดำ ส่วนด้านหลังสีเงินครับ แล้วก็ใส่โช้คอัพกันสะบัด กันเซ เพิ่มเข้าไป นอกจากนี้ ก็ได้จัดการเปลี่ยนแม็กซ์ใหม่ เป็นขนาด 15 นิ้วเท่าเดิม แต่มีขนาดความกว้างของกระทะล้อเพิ่มขึ้น ส่วนยางจากเดิม 205/70R15 เปลี่ยนเป็น 215/65 R15 โดยเป็นของ Firestone รุ่น TZ100ครับ

ภายนอก-ภายใน

รูปลักษณ์ภายนอกตัวค่อนข้างใหญ่กว่า เมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่น หน้ารถทิ่ม ท้ายค่อนข้างสูง ดูไม่ค่อยสวยสักเท่าไหร่ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกมีมาครบ แบบรถเก๋ง กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า ที่ปัดน้ำฝนสามารถตั้งหน่วงเวลาในการปัดเป็นช่วง ได้ 5 ระดับ (ไม่ละเอียดนักถ้าเทียบกับเก๋ง แต่สำหรับปิคอัพก็โอเคครับ)  แผงประตูค่อนข้างบาง แผงหน้าปัทม์ทำด้วยพลาสติค ยื่นเข้ามาค่อนข้างสั้น (ความรู้สึกส่วนตัว ไม่ชอบสักเท่าไหร่ครับ เพราะรู้สึกไม่ปลอดภัยครับ) เนื้อที่ภายในห้องโดยสาร โดยเฉพาะที่ cab หลังกว้างขวางดีมากครับ เบาะนั่งปรับปรุงใหม่ นั่งสบายกว่าตัว mighty เยอะเลย แต่ยังไม่สามารถ ปรับดุนหลังได้ ส่วนที่รองนั่งยังรู้สึกว่ายังสั้นไปนิด วางตำแหน่งไม่สูงนัก และผลจากแผงหน้าปัทม์ที่ค่อนข้างสั้น ทำให้เนื้อที่วางขา (leg room) ค่อนข้างน้อย สำหรับคนขายาว ทำให้ต้องปรับเบาะถอยลงมาเบียดบังเนื้อที่ของคนนั่งหลัง พูดถึงเบาะนั่งการปรับตั้งระยะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเดินหน้าถอยหลัง หรือความเอียงของพนักพิง ยังไม่ละเอียดนักครับ

เข็มขัดนิรภัยตำแหน่งติดตั้งต่ำไปนิด ไม่สามารถปรับระดับได้ครับ วงพวงมาลัยกำได้เต็มไม้เต็มมือดี (strada ยังวงเล็กไปหน่อย) ตัวพวงมาลัยเป็นแบบ 2 ก้าน มีถุงลมนิรภัยมาให้ด้วย ขับเดินทางไกลยังไม่สบายเท่าไหร่ สู้พวก 3 หรือ 4 ก้านไม่ได้ เพราะไม่มีที่พักนิ้ว (ในตำแหน่งการจับ 3 และ 9 นาฬิกา) ครับ คอนโซลกลางค่อนข้างสูงมี 2 ชั้น เนื้อที่เยอะดี สามารถใช้เป็นที่ท้าวแขนยามเดินทางไกลได้สบายครับ เนื้อที่ head room เพิ่มขึ้นกว่าตัวเก่า ช่วยให้โล่งไม่อึดอัดครับ

ก้านไฟเลี้ยวยังสั้นไปนิด ขับแรกๆไม่ค่อยถนัดนัก (ไม่รู้นิ้วผมสั้นไปหรือเปล่า) แต่ขับสักพักก็ชินครับ ส่วนเกียร์ยังติดตั้งตำแหน่งต่ำไปหน่อย ยามที่ต้องเชนจ์เกียร์ควานหาเกียร์ไม่ค่อยเจอครับ ไม่มีไฟบอกตำแหน่งเกียร์มาให้ครับ อีกเรื่องที่ขอชมก็คือ การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารเงียบเชียบดีครับ ยามเดินเบามีเสียงเครื่องดังเข้ามาเบาๆเท่านั้นส่วนยามขับที่ความเร็ว 100 - 120 กม./ชม. เงียบดีมากครับ ใกล้เคียงกับรถเก๋งเลยทีเดียวครับ ตรงสวิชท์กุญแจมีไฟส่องสว่าง พร้อมหน่วงเวลาหลังการปิดประตูด้านคนขับมาด้วยครับ พร้อมกับมีสัญญาณเสียงเตือนกันการลืมกุญแจครับ และมีไฟเตือนให้คาดเข็มขัดนิรภัยด้านคนขับโชว์ที่หน้าปัทม์ด้วยครับ

สมรรถนะ

เรื่องสมรรถนะ อัตราเร่งยามออกตัว เทียบแล้วดีกว่า เจ้า mighty auto พอสมควรครับ คนที่ขับประจำบอกมาว่า ยามบรรทุกของหนักระดับ 1 - 1.5 ตัน ขึ้นทางชันกำลังดีกว่าเยอะเลยครับ ส่วนที่ความเร็วสูงก็อย่างที่หลายคนทราบกันครับ คือค่อนข้างอืดขึ้นช้ามาก ระดับเกิน 110 กม./ชม. ขึ้นไปแล้วขึ้นช้ามากๆครับ ความเร็วสูงสุดทำได้ 148 กม./ชม. ครับ

อัตราสิ้นเปลือง ความเร็วเฉลี่ย 100 - 110 กม./ชม. (นานๆจะขึ้น 120 สักที)  รถเป็นกระบะเปล่า ไม่ได้ต่อหลังคา ไม่มีของบรรทุก กินน้ำมัน 9.39 กม./ลิตร (ซดกว่าเจ้า spacewagon เครื่อง 2 ลิตร auto นั่งกัน 7 คน พร้อมสัมภาระ และขับเร็วกกว่านี้ซะอีก)

ส่วนช่วงล่างนั้น วันแรกที่ออกมาคนที่ขับบอกว่า เกาะถนนแย่มากๆขับ อย่างกะงูเลื้อย ก็เลยจัดการเอาไปทำช่วงล่างกันวันนั้นเลย หลังจากจัดการช่วงล่างเรียบร้อยแล้ว คนที่ขับบอกว่านุ่มนวลขึ้นกว่าเดิมแยะเลย จากที่ผมลองถ้าเทียบกับ isuzu (เดิมๆ) แล้วเจ้า tiger จะแข็งกว่าหน่อยครับ ยามวิ่งตัวเปล่า อาการดีดกระแทกจากด้านหลังมีค่อนข้างเยอะครับ คนที่ชินกับปิคอัพเค้าว่านุ่มนวลดี แต่คนที่ชินกับเก๋งอย่างผมบอกว่าสะเทือนจัง (แต่เทียบกับ mighty แล้ว ตัวนี้นุ่มกว่าเยอะครับ) ส่วนยามมีน้ำหนักบรรทุกที่ท้ายรถ ราวๆ 900 กก. อาการสะเทือนจะน้อยลงเยอะทีเดียวครับ อีกอย่างนึงก็คือ เมื่อมีน้ำหนักบรรทุกนั้น ท้ายรถจะลดต่ำลงมาเสมอกับด้านหน้า ดูกำลังสวยทีเดียวครับ และยังมีข้อดีตรงที่ทำให้ควบคุมรถได้ไม่ลำบากครับ

เรื่องการทรงตัวนั้น ขอออกตัวก่อนว่า ผมชินแต่รถเก๋งนะครับ นานๆทีจึงจะขับปิคอัพสักที ความมั่นใจยามเดินทางไกล ผมให้ที่ 110 กม./ชม. กำลังสบายครับ ถ้าเกินขึ้นมาเป็น 120 กม./ชม. เริ่มเครียดแล้วครับ (ความรู้สึกขณะที่ขับ tiger ที่ 110 กม./ชม. เหมือนขับเจ้า spacewagon และ vertex ที่ 140 กม./ชม. เลยครับ) ยามเข้าโค้ง  ต้องเบาคันเร่งลงมาเหลือ 80 กม./ชม.ครับ อาการโอเวอร์สเตียร์ หรือท้ายปัดเกิดค่อนข้างเร็วครับ ที่ 80 กม./ชม. ก็เริ่มมีอาการแล้วล่ะครับ น้ำหนักพวงมาลัยหลังจากใส่เจ้ากันสะบัดเข้าไปแล้ว ช่วยให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นพอสมควรครับ ขับในเมืองออกจะรู้สึกอึดอัดมากหน่อย แต่ยามเดินทางก็ช่วยให้รู้สึกมั่นคงดีขึ้นอีกนิดครับ

คนที่ขับประจำบอกว่า หลังจากทำช่วงล่างแล้ว สามารถหักหลบหลุมแบบกระทันหันได้สบายๆ โดยรถไม่เสียการทรงตัว ดีกว่าตอนก่อนทำช่วงล่างที่ไม่กล้าครับ

ส่วนระบบเบรค สมัยตอน mighty นั้น ระยะทางเดินเบรคค่อนข้างยาวมาก การจับตัวของผ้าเบรคน้อยมาก ซึ่งตอนนั้นนึกว่า เป็นเพราะไปใส่วาล์วลดแรงดันน้ำมันเบรคมา พอมาขับเจ้า tiger (มี abs) ก็ยังรู้สึกเช่นเดียวกันครับ คือ ทางเดินเบรคยาว การจับตัวช่วงแรกน้อยมากครับ ต้องปรับตัวอยู่นานทีเดียวครับ (ด้วยเหตุนี้จึงมีเสียงบ่นมาว่า รุ่นนี้เบรคไม่ดีครับ) เทียบกับปิคอัพคันอื่นอย่าง isuzu , strada แล้ว เจ้า tiger แย่กว่ามากครับ ส่วนการทำงานของ abs ยังไม่มีโอกาสได้ลองครับ (อยากลองเหมือนกัน แต่กลัวคนข้างๆถีบลงรถครับ)

ข้ามเรื่องเกียร์ออโต้ไปนิดครับ เกียร์ตัวนี้ยังเป็นแบบธรรมดาไม่ได้คุมด้วยอิเลกทรอนิกส์แบบ isuzu ความฉับไวอยู่ระดับปานกลาง การเปลี่ยนเกียร์จาก N มา D ทำได้นุ่มนวลดีไม่มีกระตุก ส่วนการเปลี่ยนเกียร์ตามความเร็ว ถ้าใช้รอบไม่เกิน 2500 รตน. (ซึ่งสำหรับปิคอัพถือว่า เหมาะสมแล้วครับ) นุ่มนวลไม่มีอาการกระตุกครับ แต่ถ้าลากเกียร์ไปเปลี่ยนระดับเกิน 3000 รตน. ขึ้นไป อาการกระตุกจะมากขึ้นตามลำดับครับ และก็ลืมข้ามไปอีกนิดสำหรับรอบเครื่อง ในช่วงไม่เกิน 2500 - 2700 รตน. รอบเครื่องขึ้นเร็วดีครับ แต่พอใกล้ๆ3 พันรอบ ขึ้นไป รอบขึ้นช้ามากครับ ช่วงที่รถจอดนิ่งแล้วเกียร์อยู่ที่  D นั้น รถมีอาการสะท้านเข้ามาให้รู้สึกครับ

ในรถอีซูซุ เท่าที่ทราบ ในขณะที่ความเร็วบนหน้าปัทม์ถึง 120 กม./ชม. รอบ เครื่องจะอยู่แถวๆ 3 พันรอบ เค้าจะตัดการทำงานของเกียร์ 3 ทันทีครับ คือไม่ว่าจะกด od off หรือว่า kick down เกียร์จะไม่ยอมเปลี่ยนให้ เพื่อความปลอดภัยของเครื่องและเกียร์ครับ ใน tiger ไม่มีระบบนี้ ดังนั้นในเกียร์ 3 จึงสามารถลากขึ้นไปได้เรื่อยๆชนขีดแดง ที่ 4600 รตน. ได้ โดยไม่มีการตัดรอบแต่อย่างใด ชนิดว่าถ้าไม่ถอนคันเร่ง รถก็จะไม่ยอมเปลี่ยนลง 4 ให้ครับ  ซึ่งค่อนข้างมีผลต่ออายุการใช้งานของเครื่องและเกียร์นะครับ

ปัญหาที่พบ

1. แถบยางกระดูกงู ที่เค้าติดตรงกรอบประตูด้านใน (ไม่รู้นึกภาพออกหรือเปล่าครับ) ทั้งด้านคนขับและคนนั่ง หลุดออกมาทั้งๆที่เป็นรถใหม่ครับ
2. คันเกียร์ออโต้ จะขยับไปมายามรถสะเทือนครับ
3. มีเสียงแปลกประหลาดดังเข้ามาครับ เป็นเสียงหึ่งๆ อู้ๆ ดังตามรอบการทำงานของเครื่องยนต์ในบางครั้งครับ ถ้าดับเครื่องแล้วสตาร์ทใหม่ก็จะหาย บางทีเป็นบางทีก็ไม่เป็นครับ คล้ายๆกับเป็นเสียงเกียร์ครับ
4. การประกอบหลายจุด ดูไม่เรียบร้อยเลยครับ
5. การสตาร์ทเครื่อง ชึ่งเดียวไม่ค่อยอยากจะติด บางครั้งต้องบิดกุญแจ 2 รอบ หรือบางครั้งก็ต้องแช่กันยาวหน่อยครับ ได้ยินหลายคนบ่นเรื่องนี้เหมือนกัน
6. ตอนเช้าๆพอขับรถออกมา แล้วเบรคจะมีเสียงเบรคดังลั่นมาจากด้านท้ายครับ พอขับสักพักก็จะหายไปเอง  ตอนนี้รถวิ่งมาได้ 6 พันกว่ากม. กะว่าครบ 1 หมื่นกม. จะนำเข้าไปเคลมครับ

อีกนิดนึง รถคันนี้ผมออกที่โตโยต้า นนทบุรี ขับออกจากโชว์รูมได้แค่ 2 กม. น้ำมันหมดครับ เครื่องดับ เลยโทร.ไปสวดเซลล์ซหูชาเลยครับ

คำเตือน สำหรับคนชอบเปลี่ยนหลอดไฟหน้า

ขอเพิ่มเติมอีกนิดครับ สำหรับคนที่ชอบเปลี่ยนไปใช้หลอดไฟหน้าแบบวัตต์ สูงๆ แบบที่เป็นสีๆ รถคันนี้เปลี่ยนไปใช้หลอด ของ RAZO ขนาด 100/110 W ที่ข้างกล่องเขียนว่า White Xenon (ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับที่ใช้ในรถอีซูซุ) เป็นของไต้หวัน ราคาประมาณ 800 บาท

หลังจากเปลี่ยนแล้ว สีของแสงไฟที่ออกมาขาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับหลอดแบบเดิม ยามขับขี่ในเมืองไม่ค่อยรู้สึกอะไรมากนัก เนื่องจากไฟถนนสว่างเพียงพอ แต่ยามเดินทางไกลเห็นชัดเลยครับ ว่า ความเข้มของแสงที่ออกมาน้อยกว่าหลอดไฟเดิมๆติดรถซะอีก ทำให้มองทางไม่ค่อยชัด แถมยังโดนรถที่สวนมากระพริบไฟใส่เสียอีกเนื่องจากไฟไปแยงตาเค้า

ที่สำคัญ ถ้าไปเจอฝนตกหรือเพิ่งจะหยุดตกบนถนนที่ค่อนข้างมืด มองไม่เห็นทางเลยครับ เหมือนไม่ได้เปิดไฟหน้าเลย ซึ่งอันตรายมากครับ และปัญหาที่พบอีกอย่างนึงก็คือ เนื่องจากตัวเลนส์ของรถคันนี้เป็นพลาสติค ตอนนี้ที่เลนส์ทั้งสองเริ่มมีรอยแตกลายงา เนื่องจากโดนความร้อนมา แล้วครับ

(ขอบคุณคุณเธียร เจ้าเก่าครับ สำหรับข้อมูล
ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อที่ "b4117333@kkucc1.kku.ac.th")