Make your own free website on Tripod.com
 ผลการใช้ระยะยาว

พื้นที่ส่วนนี้  จะได้ประโยชน์มากถ้าผู้ที่แวะมาเยี่ยมเยือนเพจนี้ทุกท่าน  ช่วยกันส่งข้อมูลรถยนต์ที่ท่านใช้อยู่มาลงไว้ที่นี่
มีผู้ที่จะเลือกรถยนต์อีกหลายท่าน  ที่ต้องการทราบข้อมูลการใช้งาน  ข้อมูลของศูนย์บริการ  รวมทั้งบางท่านอาจจะมีกลเม็ดเด็ดพรายในการใช้รถยนต์รุ่นนั้นๆ  ที่จะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้รถรุ่นเดียวกันท่านอื่นๆได้
  จึงอยากเชิญชวนให้ช่วยกันส่งข้อมูลการใช้งานรถยนต์ของท่าน ที่คาดว่าจะมีประโยชน์ต่อผู้อื่น  ทั้งอายุรถ  ระยะทางที่วิ่งไป  ลักษณะการใช้งาน  การเข้าซ่อมทั้งตามระยะและนอกระยะ  อู่ที่ใช้ประจำ(ถ้ามีและคิดว่าดี...ไม่ฟัน) มาเผยแพร่ที่พื้นที่ส่วนนี้ครับ


ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่

ระยะทางใช้งาน 4,600 กม.

ข้อมูลการใช้งาน แอคคอร์ด 98 คันนี้ ได้รับความเอื้อเฟื้อ จากคุณวิจิตร (jafery_v@hotmail.com) แม้จะเป็นการใช้งานในช่วงเวลาไม่นานนัก แต่ก็เป็นความปรารถนาดีจากเพื่อนผู้อ่าน ที่ต้องการเผยแพร่ประสบการณ์ ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านท่านอื่นๆครับ

การใช้งาน
กำลังของเครื่องยนต์ VTEC ขนาด 2300 ซีซี 160 แรงม้า กำลังค่อนข้างดี ความเร็วในการเร่งแซง สามารถแซงรถพ่วงพ้นในระยะเวลาประมาณ 5-6 วินาที ซึ่งผมคิดว่าสามารถเร่งแซงได้อย่างปลอดภัย การออกตัวค่อนข้างอืดเล็กน้อย เนื่องจากเป็นเกียร์อัตโนมัติ คันเร่งค่อนข้างหนักเท้า (ต้องออกแรงกดมากหน่อยในช่วงออกตัวแต่ไม่ถึงกับฝืด)  ต้องขับไปสักระยะหนึ่งก็จะชิน อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ 8 กม.กว่าต่อลิตร (ในเมือง) 10-11 กม.ต่อลิตร  (ต่างจังหวัดที่ความเร็วเฉลี่ยประมาณ 120 กม.) ระบบส่งกำลังที่ใช้เป็นเกียร์อัตโนมัติ  รุ่นใหม่ของฮอนด้า
ในช่วงของการเปลี่ยนเกียร์ทำได้อย่างนุ่มนวลไม่มีอาการกระตุกให้เห็น

การบังคับควบคุมฮอนด้าขึ้นชื่อเรื่องพวงมาลัยพาวเวอร์ค่อนข้างเบา จนขาดความมั่นใจในการขับขี่ที่ความเร็วสูง  พอมาถึงเวอร์ชั่นนี้ได้มีการปรับปรุง ให้พวงมาลัยมีน้ำหนักมากขึ้น ทำให้ผู้ขับขี่ไม่เครียดเมื่อใช้ความเร็วสูง สามารถใช้ความเร็ว 150 -160 กม.เป็นความเร็วในการเดินทางได้ (ความเร็วนี้ไม่ใช่ความเร็วสูงสุด)  ระบบกันสะเทือนค่อนข้างนุ่มไปนิด  เหมาะสำหรับใช้งานในเมืองโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ  ซึ่งถนนหลายสายอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง

ถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะเรื่องการเซอร์วิส คิดว่าคุณวิจิตร คงจะส่งมาเผยแพร่ต่อไปครับ


อีซูซุ เวอร์เท็กซ์ เอส

ม.ค. 1998
ระยะทางใช้งาน 76,000 กม.

อีซูซุ เวอร์เท็กซ์ อีกนัยหนึ่ง ก็คือ ฮอนด้า ซีวิค ที่มาตีตรา อีซูซุ ตามโครงการแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ ของทั้งสองค่าย โดยฮอนด้า ก็ได้ อีซูซุ ปิ๊คอัพ ไปจำหน่ายในยี่ห้อของตัวเอง

การใช้งาน
รถคันนี้ซื้อมา เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2541 ครับ รถคันนี้เป็นรุ่น  S เครื่อง V-TEC เกียร์ออโต้ครับ แต่ไม่มี ABS เหตุที่เลือกคันนี้ก็เพราะว่า ราคา เมื่อเทียบกับ CIVIC ที่เป็นรุ่นเดียวกัน VERTEX จะถูกกว่าเกือบ 50,000 บาทครับ  อ้อคันนี้ซื้อมา 625,000 บาท ครับ แถม สปอร์ตไลท์ แอร์ (ถ้าเป็น CIVIC จะต้องเพิ่มค่าแอร์ต่างหากอีก 30,000 บาทครับ) ลายไม้ เครื่องเล่น CD CHANGER ครับ

คันนี้พ่อผมใช้ครับ ออกมาก็เอามาโหลดเตี้ย โดยเปลี่ยนสปริง ไอบัค (โหลด 40 มม.) แต่ยังใช้โช้คเดิม เปลี่ยนแม็กซ์ ขอบ 15 ยาง 195/55 แล้ว ก็เปลี่ยนพวงมาลัยเป็นไม้ ขนาดวงเล็กลงครับ

เอาสมรรถนะก่อนนะครับ คันเร่งค่อนข้างแข็งครับ แต่ตอบสนองดี แตะแล้วพุ่งดีครับ แต่ช่วงเกิน 120 แล้วจะขึ้นช้าครับ อัตราสิ้นเปลืองทำได้ ดีมากครับ ช่วงอัดๆระหว่าง 120 - 140 ทำได้ เกือบๆ 13 กม./ลิตร ครับ

การเก็บเสียงทำได้ดีกว่า MITSUBISHI LANCER ครับ เงียบดี แต่พอช่วง 120 แล้ว จะเริ่มมีเสียงลมเข้ามา แต่น้อยกว่าเจ้า SPACE WAGON ครับ

ช่วงล่างการทรงตัวก็ใช้ได้ตามระดับรถครับ ออกมาใหม่ๆเงียบดีครับ ถึงช่วงนี้เริ่มหลวมแล้วครับ(ปกติลงหลุมบ่อยครับ) แผงหน้าปัดเริ่มมีเสียงดังแล้ว

ระบบเบรคตอบสนองดีครับ แต่ก็ล็อคง่ายพอสมควร
 
เบาะนั่งโดยเฉพาะเบาะคู่หน้า ค่อนข้างสั้นทำให้นั่งไม่สบายครับ ตัวเบาะปรับดุนหลังไม่ได้ นั่งทางไกลค่อนข้างเมื่อยครับ ทีแรกนึกว่าคิดไปเอง แต่มีญาตเขาใช้ CIVIC เขาก็บอกอย่างเดียวกันครับ

ที่น่าประหลาดอีกอย่างก็คือ รถทั่วไปเวลาเราฉีดน้ำล้างกระจกใบปัดน้ำฝนจะทำงานด้วย แต่ของคันนี้ไม่ทำงาน เราต้องเปิดเองครับ ทีแรกนึกว่าเสีย เอาเข้าศูนย์ช่างบอกว่ามันเป็อาการปกติครับ
 
คราวนี้เรื่องปัญหาที่เกิดจากการใช้งานบ้างนะครับ เนื่องจากไปเปลี่ยนพวงมาลัยวงเล็กลง ทำให้ต้องคอยขยับมือตามพวงมาลัยตลอด ทำให้เมื่อยมากครับ แก้ไขโดยการปรับระยะฟรีของพวงมาลัยครับ อาการเมื่อยหายไป แต่เวลาสะเทือน จะมีเสียงแร็คดังตลอดครับ
และจากการโหลดเตี้ย แล้วไม่ได้เปลี่ยนโช้คอัพ(ส่วนมากขับคนเดียว) พอมีคนนั่งเบาะหลังเมื่อไร คนนั่งหลังจะเด้งมากครับ พร้อมกับอาการโช้คยันตลอดครับ

ตัวถังค่อนข้างบางครับ เคยโดนมอเตอร์ไซค์สะกิดกันชนท้ายหน่อย(แบบเบาๆนะครับ) กันชนหลุดเลย
 

การบริการหลังการขาย

เรื่องศูนย์บริการ การบริการดีครับ(ดีกว่ามิตซู) แต่ศูนย์บริการทั่วไป มักจะสต็อคอะไหล่รถรุ่นนี้เฉพาะ หัวเทียน  กรองอากาศ กรองน้ำมันเครื่อง กรองเบนซินครับ (โดยปกติเข้าศูนย์บริการที่บางซ่อนครับ) พอถึง 60,000 กม. ต้องเปลี่ยนสายพานไทม์มิ่ง ก็โทร.เช็คครับ ปรากฎว่าไม่มี ถามตั้งหลายศูนย์ครับไม่มี ก็เลยต้องเข้าศูนย์ใหญ่

ตอนเอารถไปตั้งศูนย์ที่ร้านข้างนอก ช่างบอกว่าลูกปืนล้อด้านขวาแตก (65,000 กม.) ต้องเปลี่ยน ก็เลยกะจะทำข้างนอก เลยหาซื้ออะไหล่ โทร. ตามศูนย์อีซูซุปรากฎว่า ไม่มีอะไหล่ครับ เลยขับรถไปที่ศูนย์ใหญ่ ที่ศูนย์ใหญ่ เขามีแค่ตลับเดียว (ต้องใช้ 2 ตลับ) แต่ทางศูนย์เขาบอกว่า "พี่ไปซื้อที่ศูนย์ฮอนด้าใกล้ๆนี้ก็ได้ครับ เพราะปกติเวลาอะไหล่ไม่มีผมก็วิ่งไปซื้อประจำ"  นี่แสดงว่าทางอีซูซุ ไม่สต็อคอะไหล่เลย แต่ถ้าเอาเข้าศูนย์ก็ไม่มีปัญหาครับ ไม่เคยต้องจอดรอข้ามวันอย่างมิตซูครับ
 
นอกนั้นไม่มีอะไรแล้วครับ การซ่อมบำรุงตามระยะทางที่กำหนด ไม่มีอะไรจุกจิกครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม
 
    ความเร็วสูงสุดทำได้ 170 ครับ ช่วงออกมาใหม่ๆ ทำได้เพียง 150 ครับ ต้องรอจนวิ่งได้ประมาณ 20,000 กม.ครับ จึงจะทำได้

    ระบบเกียร์อัตโนมัติ อันนี้แย่มากครับคือการเปลี่ยนเกียร์กระตุกมากครับ จากเกียร์ 1 ไป 2 จาก 2 ไป 3 จะกระตุก และเวลาเบรคมันก็จะเชนจ์เกียร์ลงให้ คราวนี้มันก็จะกระตุกอีกรอบครับ ส่วนจังหวะจาก 3 ไป 4 ไม่กระตุก
ครับ เคยสอบถามทางศูนย์บริการเขาบอกว่าเป็นเพราะการ จับตัวของล็อคอัพทอร์คครับ

    มาเรื่องช่วงล่างอีกนิดนึงครับ จากการโหลดเตี้ย แล้วยังใช้ โช้คเดิมอยู่ และระยะออฟเซ็ทของล้อแม็กซ์ ทำให้เวลาเจอคอสะพานต้องค่อยๆขึ้นครับ มิฉะนั้น ยางจะสีกับบังโคลนครับ (บางทีก็ล้อหน้าบางทีก็ล้อหลังครับ)

    อาการหลังจากเปลี่ยนสปริง รถแข็งขึ้นเล็กน้อยครับ ยังคงหลงเหลือความนุ่มอยู่ แต่เวลาเจอพวกตัวหนอน หรือสันดักถนน ตัวรถจะเด้งมากครับ(ที่ความเร็วต่ำ) แต่ที่น่าแปลกก็คือ เวลาขับที่ความเร็วสูงแล้วรูดหลุม ตัวรถจะออกอาการค่อนข้างน้อยครับ แทบไม่เด้งเลย น้อยกว่าเจ้าสเปซวาก้อนซะอีก จะได้ยินแต่เสียงช่วงล่างเท่านั้นครับ
 


Volvo S40

ออกรถเมื่อ เม.ย. 1997
ระยะทางปัจจุบัน 57,000 กม. เฉลี่ย 33,000 กม./ปี

การใช้งาน

สาเหตุที่ผมตัดสินใจซื้อ S40 นั้นเพราะผมมีเหตุผลในการเลือกดังนี้ ข้อแรก ผมมองที่ความปลอดภัยสำคัญที่สุด รองลงมาก็เป็นเรื่องของเทคโนโลยี และรองลงมาก็เป็นเรื่องของรูปทรง แล้วก็ความใหม่ของรุ่นรถ ซึ่งในตอนที่ผมซื้อนั้น S40 ถือว่าให้คำตอบได้ตรงที่สุด ถึงแม้ว่าราคาค่อนข้างจะเกินงบไปหน่อย แต่เมื่อเทียบกับ BMW 318I แล้วก็ Audi A4 แล้วผมคิดว่าคุ้มค่าที่สุด

ผมขอพูดเรื่องการใช้งานเป็นข้อๆนะครับ

สมรรถนะ

ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นเป็น 4 สูบ 16 valve DOHC จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด Multipoint จุดระเบิดเป็นแบบ Direct Coil ให้กำลังได้ 140 แรงม้า ที่ 6000 rpm พร้อมด้วยแรงบิด 18 Kg-m ที่ 4500 rpm ซึ่งกำลังของเครื่องยนต์นั้นถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน แรงบิดเริ่มมีให้ตั้งแต่รอบต่ำที่ประมาณ 2500 รอบ ซึ่งทำให้การขับใช้งานในเมืองค่อนข้างสะดวก สบาย

ในยามเดินทางนั้นก็มีกำลังเพียงพอที่จะใช้ในการเร่งแซง การเร่งแซงที่ความเร็วช่วง 100 Km/h นั้นจะมีปัญหาบ้าง เนื่องจากช่วง 100 km/h นั้นจะเป็นช่วงที่เกียร์เปลี่ยนจากเกียร์ 2 เป็นเกียร์ 3 ทำให้ไม่ค่อยมีกำลัง แต่ถ้าเกิน 120 km/h ไปแล้วจะดี อัตราเร่งของรถถ้าอยู่ในช่วง ไม่เกิน 150 km/h จะค่อนข้างดี แต่ถ้าเกิน 150 Km/h ไปแล้วซึ่งเกียร์จะเปลี่ยนเป็นเกียร์ 4 ทำให้ความเร็วไหลขึ้นได้ช้า

ในส่วนของการเร่งแซงนั้น ถ้าใช้การ Kick down เครื่องยนต์จะเปลี่ยนเป็นเกียร์ต่ำที่สุดเท่าที่จะเปลี่ยนได้ กำลังของเครื่องเมื่อใช้ในการขึ้นเขานั้นไม่มีปัญหา เพราะเคยขับไปสังขละบุรี แล้ว ซึ่งทางนั้น ชันมาก สามารถขึ้นได้อย่างไม่ยาก หรือว่าการขึ้นเขาจากลำปางไปเชียงใหม่ สามารถทำได้สบาย

ส่วนอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ถ้าขับแต่ชานเมืองเป็นส่วนใหญ่มีเข้าในเมืองบ้าง และใช้ความเร็วไม่ค่อยสูง สามารถทำได้ประมาณ 10 Km/l  แต่ถ้ามีการเฉลี่ยใช้งานที่เท่าๆกัน ทั้งในเมือง ชานเมือง จะทำได้ประมาณ 8 Km/l ในส่วนของการเดินทางนั้น ที่ผมเคยจับนั้นเป็นการเดินทางไปเชียงใหม่-เชียงราย ซึ่งมีทั้งทางขึ้นเขา และ ใช้ความเร็วสูงมากในบางช่วง สามารถทำได้ที่ประมาณ 12 Km/l ซึ่งผมถือว่าใช้ได้ เพราะว่าตัวถังรถค่อนข้างที่จะหนัก

ระบบส่งกำลัง

ระบบส่งกำลังของรถผมนั้นเป็น เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ การเปลี่ยนเกียร์นั้นทำได้นิ่มนวล และส่งถ่ายกำลังได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในช่วงการออกตัวจากจุดหยุดนิ่งนั้นค่อนข้างจะอืดไปนิด อาจจะเป็นเพราะ Torque Converter จับตัวน้อย หรือว่า อัตราทดเกียร์ค่อนข้างต่ำก็ไม่ทราบ เพราะเกียร์ 1 นั้นมีกำลังแค่พอๆกับ เกียร์ 2 ของ Civic ตาโต แต่ผลที่ได้คือ การออกตัวนั้นจะไม่กระตุก เกียร์มี mode power แล้วก็ winter ให้เลือก ซึ่ง mode power นั้นเกียร์มีการเปลี่ยนเกียร์ลงให้ไวขึ้น และเปลี่ยนเกียร์ที่รอบสูงขึ้น ปัญหาของเกียร์ลูกนี้ก็คือ ไม่ค่อยจะฉลาดเท่าใดนัก เพราะการลงเขานั้น เปลี่ยนเกียร์ขึ้นตลอด ไม่มีการหน่วงเกียร์ หรือกรณีที่อยู่ความเร็วสูงแล้วเหยียบเบรคนั้นไม่มีการเปลี่ยนเกียร์ลง แต่สรุปโดยรวมถ้าขับบนทางเรียบถือว่าดี

ช่วงล่าง

ในส่วนของช่วงล่างนั้นถือว่าทำงานได้ดี ค่อนข้างจะกระด้างซักนิด แต่ก็แลกกับการทรงตัวที่ดี ถือว่าค่อนข้างคุ้ม เพราะความเร็วระดับ 160 km/h นี่ถือว่าขับได้อย่างสบายๆ สามารถที่จะเพิ่มความเร็วขึ้นไปเฉียด 200 Km/h ได้โดยที่ตัวรถยังนิ่งอยู่ เข้าโค้งได้นิ่ง ไม่เสียการทรงตัว

เบรค

ระบบเบรคนั้นเป็น Disc เบรค 4 ล้อ พร้อมด้วย ABS แบบ 4 Channel 4 Sensor ซึ่งการทำงานของ ABS นั้นทำงานได้ดี ระบบเบรคนั้นไว้ใจได้ ไม่มีปัญหา

การช่อมบำรุง

รถของ Volvo นั้นรับประกัน 1 ปี ไม่จำกัดระยะทาง มีการ Check ที่ 1000 Km ฟรี หลังจากนั้น ต้องเสียตังค์ หลังจากออกรถมาได้ซักพัก ปรากฏว่า สวิตช์ เปิดปิดแอร์ เริ่มไม่ค่อยดี คือต้องมีวิธีเฉพาะในการกดถึงจะกดได้ แต่ว่า Switch ตัวนี้ปกติไม่ต้องกดก็ได้เพราะเปิดค้างเอาไว้เลย แล้วใช้วิธีเปิดพัดลมเอา ผมตกลงใจที่จะไม่เปลี่ยน เพราะกลัวว่าช่างจะรื้อ console ออกมาแล้วประกอบได้ไม่เหมือนเดิม เดี๋ยวขับๆไปแล้วมีเสียงจะไม่คุ้มกัน

ที่ระยะประมาณ 6000 km เกียร์ Auto มีเสียง อื๊ดๆ ตอนที่เปลี่ยนจากเกียร์ N เป็น D ก็ลองเอาไปเข้าศูนย์ดู ซึ่งช่างก็ไม่ทราบว่าเป็นอะไรเหมือนกัน แต่ว่าเป็นอยู่ไม่นาน ก็หายไปเอง

ที่ระยะ 10,000 km ได้นำรถเข้า Check ซึ่งรถก็ปกติดี แต่การ Check นั้นมีการเปลี่ยน น้ำมันเครื่อง (สังเคราะห์) กรองอากาศ กรองน้ำมันเครื่อง ปรากฏว่าจ่ายไปเกือบ 5000 บาท

ที่ระยะ 20,000 km ได้นำรถเข้า Check อีกรอบ ซึ่งคราวนี้ผ้าเบรคหน้าหมด ซึ่งค่อนข้างหมดเร็วพอสมควร แถมกินจานเบรคมากซะด้วย (เมื่อเทียบกับรถรุ่นอื่น) แต่อาจจะเป็นเหตุผลนึงที่ทำให้ประสิทธิภาพเบรคดี ซึ่งก็เปลี่ยนผ้าเบรค หัวเทียน กรองอากาศ น้ำมันเครื่อง กรองน้ำมันเครื่อง หมดไปเกือบๆ 1 หมื่น

จากนั้นที่ระยะเท่าไหร่ไม่ทราบ แต่หลังจากออกรถมาได้ประมาณ 7 เดือน ผมขับรถออกไปทานข้าวเย็นแถวบ้าน(ห่างซัก 2 km) ตอนออกไปรถก็ Start ดีๆ ติดง่ายไม่มีอาการอะไรทั้งสิ้น ปรากฏว่าหลัวจากที่ทานข้าวเสร็จ จะขับรถกลับบ้าน ปรากฏว่ารถ Start ไม่ติด ไดสตาร์ท ไม่หมุน แต่มีเสียงดัง แต๊กๆ แทน ซึ่งตอนนั้นไม่กล้าทำอะไร ก็เลยเรียกหน่วยฉุกเฉิน ปรากฏว่า แบตเตอรี่เสีย เปลี่ยน แบตลูกใหม่(เคลมได้) ค่าบริการนอกสถานที่ 550 บาท จริงสาเหตุที่ Batt เสียนี่ส่วนนึงเป็นเพราะผมเอง เพราะผมเข้าใจว่า แบตแบบ Maintenance free นั้นไม่ต้องเติมน้ำกลั่นเลย ก็เลยไม่ได้ดูเลย แต่ในความเป็นจริงนั้นไม่ใช่ครับ เพราะน้ำกลั่นแห้งเรื่อย หลังจากที่ใช้ แบตลูกนี้ไปได้ซักพัก ปรากฏว่าน้ำกรดทะลัก ออกจากหม้อ แบต ไม่ทราบว่าเป็นเพราะ เติมน้ำกรดมากเกินไป หรือเหตุใดก็ไม่ทราบ ทำให้กรดไหลลงมากัดกระปุกอะไรก็ไม่ทราบ แต่เกี่ยวกับระบบแอร์ ซึ่งก็ได้ล้างไป แต่การทำงานก็ยังปกติทุกอย่าง

หลังจากนั้นที่ระยะประมาณ 30,000 ผมไม่ได้เอารถเข้า Check ที่ศูนย์ เพราะว่าหมดระยะประกันแล้ว ก็เลยเอารถมาเปลี่ยนน้ำมันเครื่องที่ปั๊ม ซึ่งผมเปลี่ยนมาใช้ Havoline Formula 3 แล้วเปลี่ยนที่ระยะประมาณ 3000 ถึง 4000 Km ขึ้นอยู่กับการใช้งาน ส่วนการ Check รถในส่วนอื่นๆนั้นทำด้วยตัวเอง

ที่ระยะประมาณ 38000 Km ได้เกิดเสียง แกร๊กๆเล็กน้อย ในตอนเช้าหลังจาก Start รถ ซึ่งอาการคล้ายๆกับว่าคุณ Start รถแล้วคุณบิดกุญแจค้างไว้ที่ Start ในตอนที่เครื่องติดแล้ว ซึ่งเป็นเฉพาะเมื่อจอดรถค้างคืนไว้เท่านั้น ผมไม่ได้นำรถเข้าศูนย์ แต่ลองสังเกตุอาการดูซักพัก ปรากฏว่าไม่นานนัก อาการนี้ก็หายไปเอง

จากนั้นที่ระยะประมาณ 43000 Kmได้นำรถเข้าไปเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ Auto ซึ่งตามคู่มือบอกว่ารถรุ่นนี้นั้น ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ แต่เพื่อความชัวร์ ก็เลยเปลี่ยนซะหน่อย ค่าใช้จ่ายก็ 900 บาท แต่ว่าในคู่มือระบุว่า น้ำมันเกียร์นั้นใช้แบบ Synthetic แต่ที่ทางศูนย์เปลี่ยนมาให้นั้นไม่ใช่ ซึ่งผมก็กะว่าคราวต่อไปจะเปลี่ยนที่ 63000 Km แทนที่จะเป็น 83000 Km

ที่ระยะประมาณ 50000 Km นั้นปรากฏว่า ผ้าเบรคหน้าหมดอีกแล้ว พร้อมด้วยจานเบรคสึกค่อนข้างมาก ในตอนแรกที่เอาเข้าศูนย์ ก็ตั้งใจว่าจะเปลี่ยนผ้าเบรคอย่างเดียว โดยไม่ต้องเจียร์จานเบรค แต่ว่าขอบของจานเบรค (ที่เกิดจากการสึกของจานเบรค) ค่อนข้างเยอะช่างก็เลยว่าจะเจียร์ขอบจานให้ ปรากฏว่า จานเบรคคดเล็กน้อย ก็เลยเจียร์จานเบรคไปด้วยเลย ค่าใช้จ่าย เกือบๆ 4000 บาท ซึ่งรู้สึกว่าราคาจะลดลง เพราะครั้งแรกที่เปลี่ยนนั้น ผ้าเบรคชุดละ 3000 กว่า แต่ครั้งนี้ชุดละ 2400 บาท

ที่ระยะประมาณ 55000 Km ผมได้เอารถไปเชียงใหม่-เชียงราย ซึ่งปรากฏว่าขากลับนั้น แบต ลูกที่เปลี่ยนมาคราวที่รถ Start ไม่ติดคราวก่อนนั้น บวม น้ำกลั่นเดือด แผ่นธาตุล้ม ทำให้เก็บไฟไม่อยู่ เมื่อกลับมาถึงบ้านที่สุพรรณฯ ได้เปลี่ยน แบต ลูกใหม่ ซึ่งแบตลูกที่เสียนั้นใช้งานมาแค่เพียง ปี เดียวเท่านั้น แล้วผมก็ดูแลอย่างดีตลอด ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้เสียเร็วนัก แบตลูกเดิมนั้นเป็น Boliden ขนาด 65 Ah แต่ปรากฏว่าตอนที่ไปหาซื้อที่ตัวจังหวัดสุพรรณฯ ไม่สามารถหาซื้อได้ เนื่องจากเป็นวันอาทิตย์ ก็เลยเอา GS 75 Ah มาใช้แทน ในตอนที่เปลี่ยนนั้น ปรากฏว่าได้ทำความสะอาดฐานแบต แล้วก็สังเกตุเห็นว่ากรดที่ทะลักจากหม้อ แบตคราวก่อนได้กัดสีที่ตัวถัง ใต้ฐานแบต จึงซ่อมสีด้วยตัวเอง ด้วยสีกันสนิม แล้วก็สีที่ใกล้เคียงกับตัวรถ แต่จุดนี้อยู่ใต้ฐาน
แบต ซึ่งจะมองไม่เห็นถ้าไม่ถอดฐานแบตออก

ที่ระยะประมาณ 56000 Km ได้เปลี่ยน กรองอากาศ แล้วก็ หัวเทียน ซึ่งผมไปซื้อมาเปลี่ยนเอง แล้วราคาของอะไหล่ก็ลดลงจริงๆด้วย เพราะเมื่อก่อนกรองอากาศ ลูกละ 700 กว่า แต่คราวนี้เหลือแค่ 510 บาท หัวเทียนคราวก่อนก็ 300 กว่า คราวนี้ก็ 290 บาท ตอนที่เปลี่ยนหัวเทียนนั้นได้ลองส่องไฟดูในกระบอกสูบ ปรากฏว่า ลูกสูบยังใหม่เอี่ยม

ในช่วงเวลาเดียวกับตอนที่เปลี่ยนหัวเทียนนั้น ปรากฏว่าพัดลมไฟฟ้ามีอาการผิดปกติ คือจะทำงานโดยไม่ค่อยยอมหยุด ถึงแม้ว่าจะดับเครื่องไปแล้วก็ตาม ผมก็ได้ลองสังเกตุอาการว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่สังเกตุอยู่นานก็ไม่แน่นอนว่ามาจากเหตุใดกันแน่ ตอนแรกสงสัยว่าเป็นเพราะ แบต เพราะอาการเกิดหลังจากเปลี่ยน แบต พอดี แต่ไปๆมาๆก็คิดว่าไม่ใช่แน่ จึงเอารถเข้าศูนย์ ปรากฏว่า ปลั๊กพัดลมไฟฟ้าโดนน้ำกรดที่ทะลักจากหม้อแบตลูกที่แล้วกัดแล้วมีเกลือขึ้นจึงทำให้การทำงานผิดพลาด ซึ่งก็เพียงทำความสะอาดก็เป็นปกติดี คิดว่าที่เพิ่งจะเป็นนั้นเพราะว่าโดนน้ำตอนที่ผมเอาไปล้างตอนเปลี่ยนแบตใหม่ เลยทำให้ขี้เกลือชื้น เลยซ๊อต

สรุป

ในการใช้งานนั้น โดยทั่วๆไปจัดว่าดีมาก ปัญหาจุกจิกถือว่ามีน้อย อุปกรณ์อำนวยความสะดวกมีให้เยอะ แต่ห้องโดยสารเล็กไปนิด แต่สำหรับผมไม่มีปัญหาเพราะไม่ค่อยโดยสารเยอะอยู่แล้ว  ศูนย์บริการค่อนข้างใช้ได้ ติดว่าค่าบริการแพงไปหน่อย แต่โดยรวมจัดว่าดี ไม่ผิดหวัง

(ขอขอบคุณ คุณนิพนธ์ สำหรับข้อมูลและรายละเอียดอย่างดี ข้างต้นครับ
ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อที่ b37nps@beethoven.cpe.ku.ac.th)